Altruism: มิติใหม่ในการจัดการสู่องค์กรสันติสุข

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยเกิดปรากฏการณ์คนมีสีกันในทุกระดับสังคม สีได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความแตกต่างทางความคิด จุดยืน และทัศนคติของแต่ละบุคคล ซึ่งความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งในที่ทำงาน ในวงเครือญาติ หรือแม้แต่ในระดับครอบครัว

ความจริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างสีกับบุคคลนั้นมีมายาวนาน ตั้งแต่วันที่ท่านเกิดก็จะมีสีประจำวันเกิดของท่านไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ก็ตาม เมื่อท่านเติบโตขึ้นและเข้าสู่สถาบันการศึกษาเลือดของท่านก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสีของสถาบันนั้น ๆ ไปโดยไม่รู้ตัว ความรักในสีของสถาบันการศึกษาจะเห็นได้ชัดมากในสังคมการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ที่มีการแข่งขันกีฬาระดับมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของนักศึกษา สีจึงถูกใช้ในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ความภาคภูมิใจ และความผูกพันกับสถาบันการศึกษาของตน และเมื่อท่านเข้าสู่วัยทำงานท่านก็เป็นคนมีสีได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนในเครื่องแบบ แต่เป็นสีขององค์กรของท่านเอง จะเห็นได้ว่าแต่ละบุคคลมีทางเลือกในการเพิ่มสีสันให้กับชีวิตของตน โดยสีล่าสุดที่ผู้เขียนได้เลือกมาเพิ่มให้กับชีวิต คือ สีน้ำตาล (หลังจากที่ผู้เขียนทำงานในองค์กรมาหนึ่งปีกว่า ๆ จึงได้รู้จากผู้บริหารท่านหนึ่งว่าสีประจำสำนักงาน คือ สีน้ำตาล) ในฐานะที่เป็นเด็กใหม่หรือสายเลือดใหม่ หลายครั้งที่ผู้เขียนได้รับคำถามว่าทำไมจึงเลือกที่จะเข้ามารับราชการ ยิ่งด้วยพื้นฐานทางการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้ว หลายคนมักจะเข้าใจในแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าบุคคลจะเลือกและตัดสินใจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง แล้วอะไรคือคำตอบของบุคคลที่เลือกเข้ามารับราชการ เลือกที่จะทำงานให้กับส่วนรวม หรือเลือกที่จะทำประโยชน์ให้กับสาธารณะ แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมที่ผู้เขียนใช้ในการให้คำตอบตนเอง คือ “Economic of Altruism”

แนวคิด Economic of Altruism กล่าวถึง การที่อรรถประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นอยู่กับความอยู่ดีมีสุขของผู้อื่น หรือกล่าวโดยง่าย ๆ คือ การที่คนเราจะมีความสุขได้ส่วนหนึ่งมาจากการคำนึงถึงความสุขของผู้อื่น แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่ในทางเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด Adam Smith ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ ได้เขียนถึงแนวคิดนี้ในหนังสือ The Theory of Moral Sentiments ซึ่งส่วนหนึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการที่คนเราไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดเพียงแต่ได้รับความพึงพอใจจากการเห็นผู้อื่นเป็นสุข

การศึกษาวิจัยโดยนักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมที่ผ่านมาพบว่า Altruism ไม่ได้เป็นเพียงแต่กรอบแนวคิดแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ Altruism ได้กลายเป็นแรงผลักดันหลักในการตัดสินใจของบุคคล จะเห็นได้จากการที่บุคคลให้ความสำคัญต่อศีลธรรมและจริยธรรมในกระบวนการตัดสินใจมากขึ้น งานศึกษาทดลองเชิงพฤติกรรมมนุษย์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตในเมือง Kansas City และ Denver เพื่อทดสอบทฤษฎี “crowding out” ของนักสังคมศาสตร์ชาวอังกฤษ Richard Titmuss ที่อธิบายว่ามนุษย์เราทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น การบริจาคโลหิต นั้น หากมีการเสนอค่าตอบแทนทางการเงินแล้วแรงจูงใจของบุคคลในการทำกิจกรรมดังกล่าวจะหายไป นักศึกษาจาก Cornell University ได้ทำการทดสอบสมมติฐานดังกล่าว โดยนำรายชื่อผู้ที่เคยบริจาคโลหิตมาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ในกลุ่มแรกได้ส่งจดหมายเชิญชวนให้เข้ามาบริจาคโลหิตอย่างเช่นที่เคยปฏิบัติมาในปีก่อนๆ ในขณะที่ในกลุ่มที่สองนั้นได้ส่งจดหมายเชิญชวนพร้อมกับข้อเสนอในการจ่ายเงินให้แก่ผู้บริจาคโลหิตด้วย ผลจากการทดสอบปรากฏว่า กลุ่มแรกมีการตอบรับและยินดีบริจาคโลหิตถึงร้อยละ 93 ในขณะที่กลุ่มที่สองมีอัตราการตอบรับเพียงร้อยละ 65 เท่านั้น การทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า เงินไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่งและไม่ได้เป็นแรงจูงใจหลักต่อการตัดสินใจของบุคคลเสมอไป

งานศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว โดยนักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Gneezy and Rustichini) ได้ทำการศึกษาปัญหาความตรงต่อเวลาในการมารับเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กหลายแห่งในประเทศอิสราเอล โดยได้ทดลองกำหนดค่าปรับหากผู้ปกครองมารับลูกของตนสาย ผลที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่าผู้ปกครองมาสายมากขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากค่าปรับที่กำหนดขึ้นนั้นทำให้การมาสายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยการชดเชยทางการเงิน จึงอาจสรุปได้ว่าการใช้บรรทัดฐานหรือมาตรการทางสังคม เช่น ความเคารพและความเกรงอกเกรงใจที่มีต่อเจ้าหน้าที่ในสถานรับเลี้ยงเด็กอาจเป็นแรงจูงใจที่ดีกว่าในการส่งเสริมความตรงต่อเวลาของผู้ปกครอง

งานศึกษาชิ้นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงเป็นงานศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันจาก University of Cologne ที่ได้คิดเกม Ultimatum (การยื่นคำขาด) ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่น 2 คน ผู้เล่นคนแรกจะได้รับเงิน 10 เหรียญ ในขณะที่ผู้เล่นคนที่สองจะไม่ได้รับเงินเลย กติกามีอยู่ว่าผู้เล่นที่มีเงินจะต้องเสนอแบ่งเงินให้ผู้เล่นอีกคนหนึ่ง และผู้เล่นทั้งสองจะได้เงินก็ต่อเมื่อข้อเสนอนั้นเป็นที่ยอมรับจากอีกคนหนึ่ง ผลจากการทดลองดังกล่าวพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วข้อเสนอที่เป็นที่ยอมรับได้อยู่ที่ 4 เหรียญ และข้อเสนอที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 เหรียญจะถูกปฏิเสธเสมอ การทดลองดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมมากกว่าการได้รับผลตอบแทนทางการเงิน ดังจะสังเกตได้จากการแบ่งสีที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจากความแตกต่างในจุดยืนทางการเมือง ยุทธศาสตร์หนึ่งที่ได้ถูกนำมาใช้คือ ความแตกต่างของชนชั้นและประเด็นด้านความเป็นธรรมในสังคม

ในกระบวนการทางการเมืองและการกำหนดนโยบายสาธารณะนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าวล้วนมีความต้องการร่วมกัน คือ การช่วยเหลือผู้อื่นผ่านการออกกฎระเบียบ การดำเนินงานและการใช้จ่ายของภาครัฐในด้านต่าง ๆ โดยการอุทิศหรือเสียสละตนในทางใดทางหนึ่ง แรงจูงใจหลักของบุคคลที่ทำงานภาครัฐนั้นประกอบด้วย 2 ส่วน คือ แรงจูงใจส่วนบุคคล (self-interest) เช่น ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของแต่ละบุคคล และ แรงจูงใจด้าน Altruistic ในการทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม สิ่งสำคัญของผู้ทำงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือนักการเมือง คือ การมีจิตสาธารณะ (spirit of the public service) และการสร้างความสมดุลจากแรงจูงใจทั้งสองด้าน

ในสภาวะเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบันการกระทำที่สะท้อนถึงแนวคิด Altruism ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในการทำงานในภาคสาธารณะเท่านั้น หนึ่งในแนวทางที่องค์กรเอกชนในต่างประเทศได้นำมาใช้แก้ปัญหาการปลดพนักงานออกเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ คือการที่พนักงานในบริษัทรวมถึงผู้บริหารเต็มใจที่จะลดเงินเดือนและค่าตอบแทนลักษณะต่างๆของตน เพื่อลดต้นทุนและรักษาความอยู่รอดของเพื่อนร่วมงานและองค์กรไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา Barack Obama ได้นำไปกล่าวยกย่องในวันเข้ารับตำแหน่งว่า ความเสียสละที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศสามารถรอดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ได้

แม้ว่าแนวคิด Altruism อาจไม่ใช่ยาขนานเอกที่จะเข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ผู้เขียนก็อยากจะสะท้อนมุมมองของคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการให้ประเทศเราอยู่ดีมีสุข มีความร่มเย็น ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตรัสไว้ว่า “สังคมใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้นย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่” ดังนั้นไม่ว่าท่านจะมีสีใดในใจ แต่สีที่ทุกคนมีตั้งแต่วันเกิดและจะติดตัวไปจนวันตาย คือ สีแดง ขาว น้ำเงิน ซึ่งคือความเป็นไทยที่เรามีร่วมกัน

ดร.พิภาวิน ลี้สัมพันธ์

เมษายน 2553