ทุจริตนำยาออกไปจากคลังยาเวชภัณฑ์

(เรื่องดำที่ 5510085 เรื่องแดงที่ 0072156)

อุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ

ข้อเท็จจริง

ผู้อุทธรณ์เดิมรับราชการตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการ สังกัดโรงพยาบาล ฮ. ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค. ในการที่ถูกปลัดกระทรวง คู่กรณีในอุทธรณ์ สั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 82 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 133 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีเมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุด้านยาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาล ฮ. อาศัยอำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทุจริตนำยาออกไปจากคลังยาเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาล ฮ. รวมจำนวน 210,000 เม็ด โดยอ้างว่าจะนำมาคืนให้ในภายหลังแต่ก็มิได้มีการนำยามาคืนแต่อย่างใด ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง

ผลการพิจารณาของ ก.พ.ค.

ก.พ.ค. พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้อุทธรณ์รับราชการตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาล ฮ. มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานเภสัชกรรมชุมชนให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลตรวจสอบคลังยาและเวชภัณฑ์ รวมทั้งเป็นผู้ถือกุญแจคลังยาและเวชภัณฑ์ด้วย 1 ชุด และเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุด้านยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาล ฮ. และนาย ก. ตำแหน่งเจ้าพนักงานเภสัชกรรมปฏิบัติงานได้รับมอบหมายงานให้ควบคุมการรับและเบิกจ่ายเวชภัณฑ์ยา รวมทั้งเป็นผู้ถือกุญแจคลังยาและเวชภัณฑ์ด้วย 1 ชุด โดยนางสาว ข. ตำแหน่งเจ้าพนักงานเภสัชกรรมปฏิบัติงาน ปฏิบัติหน้าที่ในห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก/ใน ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนว่าในระหว่างปี 2553 - 2554 ตนได้สังเกตเห็นว่ามีความผิดปกติในใบเบิกยาที่นาย ก. ได้เขียนรายการยาเกินกว่าที่ตนขอเบิก ซึ่งนาย ข. ชี้แจงว่าจะต้องตัดสต็อคเพิ่มจากการเบิกเนื่องจากผู้อุทธรณ์ยืมไปแล้วจะนำมาคืนให้ โดยผู้อุทธรณ์ยืนยันว่าจะแก้ไขปัญหาเอง ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำของนาย ก. ที่ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนว่า ผู้อุทธรณ์ได้ขอยืมยาจำนวน 20 กล่อง ออกจากคลังเวชภัณฑ์โดยไม่มีใบบันทึกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551 โดยอ้างว่าของที่ร้านขายยาของผู้อุทธรณ์ขาดจึงขอยืมไปก่อนเมื่อของที่ร้านขายยามาส่งจะคืนทันที หลังจากนั้น ในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงเปิดปีงบประมาณ 2552 ผู้อุทธรณ์ได้กึ่งขอกึ่งสั่งการยืมยาอีก 100 กล่อง โดยบอกว่าจะรีบนำกลับมาคืนพร้อมกับของเดิมอีก 20 กล่องที่เคยยืมไป และให้ตนทยอยตัดออกจากคลังยาครั้งละ ๒๐ กล่อง ต่อมาในเดือนมกราคม 2553 ผู้อุทธรณ์ได้นำยาออกไปอีก 50 กล่อง แล้วสั่งให้ตนทยอยตัดออกเหมือนครั้งก่อน ๆ โดยบอกว่าจะรีบนำมาคืนพร้อมของเดิมอย่างแน่นอน แต่ผู้อุทธรณ์ก็ไม่ได้นำยามาคืนแต่อย่างใด จนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2554 ตนได้ตรวจนับคลังเวชภัณฑ์และพบว่ายาหายออกจากคลังเวชภัณฑ์อีก 51 กล่อง โดยที่ตนไม่ทราบเรื่อง จึงได้แจ้งและสอบถามไปยังผู้อุทธรณ์ ก็ได้รับคำตอบว่าให้ตัดออกจากคลังเหมือนครั้งก่อน ๆ ตนจึงได้ทำการตัดออกในคราวเดียว และนาย ค. ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งพนักงานห้องยา ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนไปในแนวทางเดียวกันว่า การที่นาย ก. กระทำการตัดสต็อคยาออกจากคลังยานั้นเนื่องจากมียาหายไปจากคลังยา และต้องทำตามคำสั่งเชิงบังคับของผู้อุทธรณ์เนื่องจากตนเคยได้ยินนาย ก. พูดคุยบ่ายเบี่ยง ผู้อุทธรณ์ในเรื่องการตัดสต็อคยาออกจากคลังยา และมีอยู่ครั้งหนึ่งตนได้ยินผู้อุทธรณ์พูดเชิงบังคับกับนางสาว ข. ในเรื่องมีการเบิกจ่ายยาไม่ตรงกับความจริง ประกอบกับปรากฏข้อเท็จจริงจากสำเนาใบคุมคลังเวชภัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 – วันที่ 11 เมษายน 2555 ว่า มีรายการทยอยเบิกยาเป็นจำนวนมากผิดปกติ และยังปรากฏว่ามีปริมาณยาหายออกไปจากระบบคุมคลังเวชภัณฑ์จำนวน 120,000 เม็ด โดยไม่มีรายการเบิก ส่วนการที่ผู้อุทธรณ์ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการสอบสวนว่า ผู้อุทธรณ์ได้ยอมรับว่าเป็นผู้สั่งให้นาย ก. ดำเนินการปรับสต็อคยาให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 พบว่ามียาหายไปจากคลังเวชภัณฑ์จำนวน 51 กล่อง ซึ่งผู้อุทธรณ์คิดว่าอาจเป็นความผิดพลาดจากการตัดสต็อค โดยบางครั้งอาจหยิบไปใช้ในกิจการของโรงพยาบาลก่อนโดยไม่ได้เขียนใบเบิกหรือลืมบันทึก นั้น ไม่มีเหตุผลรับฟังได้ เนื่องจากในการเบิกจ่ายยาออกจากคลังเวชภัณฑ์จะต้องมีใบเบิกจ่ายยาเพื่อเป็นหลักฐานในการควบคุมตรวจสอบเวชภัณฑ์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นซึ่งชี้ชัดไปในแนวทางเดียวกันจึงทำให้เชื่อได้ว่า ผู้อุทธรณ์อาศัยอำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทุจริตนำยาออกไปจากคลังเวชภัณฑ์ยาของโรงพยาบาล ฮ. รวมจำนวน 221,000 เม็ด และสั่งให้นาย ก. กระทำการทยอยตัดยาดังกล่าวออกจากใบคุมคลังเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาล ฮ. โดยอ้างว่าจะนำมาคืนให้ในภายหลังแต่ก็มิได้มีการนำยามาคืน ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง พฤติการณ์ของผู้อุทธรณ์เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 82 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 133 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และระดับโทษที่ลงเหมาะสมกับความผิดแล้ว ดังนั้น การที่ปลัดกระทรวง คู่กรณีในอุทธรณ์ มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมได้ที่ http://mspc.ocsc.go.th

OCSC Wiki

คลังกลางความรู้ด้าน HR