เบิกค่าเช่าบ้านอันเป็นเท็จ

(เรื่องดำที่ 5610074 เรื่องแดงที่ 0065157)

ข้อเท็จจริง

ผู้อุทธรณ์ เดิมรับราชการตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค. ในการที่ถูกปลัดกระทรวงพลังงาน โดยมติ อ.ก.พ. สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีเบิกเงินค่าเช่าบ้านเท็จและนำใบเสร็จรับเงินมาเป็นหลักฐานในการขอเบิกเงินค่าเช่า และเชื่อได้ว่าเป็นผู้ปลอมใบเสร็จรับเงินซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมและใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานประกอบการเบิกเงินค่าเช่าบ้านตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 – 30 กันยายน 2553 เป็นจำนวนเงิน 60,000 บาท โดยจงใจเบิกและรับไปโดยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าว

ผลการพิจารณาของ ก.พ.ค.

ก.พ.ค. พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้อุทธรณ์ได้ทำสัญญาเช่าบ้านจากเจ้าของบ้านคนแรกแต่ผู้อุทธรณ์ไม่ได้อยู่อาศัยในบ้านที่เช่าจริง อีกทั้งไม่ได้เป็นผู้ชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านคนเดิมหรือเจ้าของบ้านคนใหม่ นอกจากนี้ผู้อุทธรณ์ได้ใช้ใบเสร็จรับเงินที่มีลายมือชื่อคล้ายลายมือชื่อของผู้ให้เช่าคนแรกเป็นเอกสารขอรับเงินค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 – ถึงเดือนกันยายน 2553 จำนวนเงิน 42,000 บาท จึงเป็นการเบิกค่าเช่าบ้านอันเป็นเท็จ เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามมาตรา 7 และมาตรา 14 ของพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 การกระทำของผู้อุทธรณ์เป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ประกอบกับหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0204/ว 61 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2541 ได้กำหนดแนวทางการลงโทษโดยให้ถือว่าเป็นการทุจริต ส่วนประเด็นที่ผู้อุทธรณ์อ้างว่า คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดประกอบด้วยบุคคลชุดเดียวกันย่อมไม่พิจารณาในทางเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ และในการแจ้งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (สว.๓) คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้จัดส่งเอกสารประกอบการขอรับค่าเช่าบ้านของผู้อุทธรณ์และรายงานการตรวจสอบสืบสวนของสำนักตรวจสอบพิเศษภาค ๑ (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้อุทธรณ์ทราบ นั้น เห็นว่า คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดรับฟังข้อเท็จจริงเรื่องนี้ในทำนองเดียวกันกับข้อเท็จจริงตามรายงานการตรวจสอบสืบสวนของสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 1 (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าผู้อุทธรณ์ได้เบิกเงินค่าเช่าบ้านโดยไม่ได้อาศัยอยู่จริงและไม่ได้จ่ายเงินค่าเช่าบ้านให้กับผู้ให้เช่า อีกทั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยก็ได้รายงานผลการสอบสวนก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาว่า คณะกรรมการดังกล่าวมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลางตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับผู้อุทธรณ์ก็ไม่เคยคัดค้านหรือขอให้เปลี่ยนกรรมการในชั้นสอบสวนทางวินัย แต่เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ นอกจากนี้แม้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจะไม่ได้ส่งสำเนาหนังสือทั้งสองฉบับตามที่ระบุไว้ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (สว.3) ให้ผู้อุทธรณ์ ก็ตาม ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ผลการสอบสวนทางวินัยเสียไป เพราะผู้อุทธรณ์ได้มีโอกาสให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และยื่นหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโดยมิได้หลงข้อต่อสู้แต่อย่างใด จึงไม่มีผลกระทบต่อความเป็นธรรมให้แก่ผู้อุทธรณ์

การกระทำของผู้อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 อุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. จึงมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมได้ที่ http://mspc.ocsc.go.th

OCSC Wiki

คลังกลางความรู้ด้าน HR